-
สาระน่ารู้
หน้าแรก
สาระน่ารู้
พบข้อมูลจำนวน 125 รายการ แสดงผลอยู่ที่ 9/11 หน้า
จัดซื้อจัดจ้าง
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างทำกระเป๋าสำหรับบรรจุเอกสาร เพื่อใช้ในโครงการอบรมเยาวชนรุ่นใหม่ ใส่ใจคัดแยกขยะ
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา โครงการซื้ออุปกรณ์ขยะสร้างมูลค่า ประชาร่วมใจ
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน จำนวน ๓ รายการ
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน จำนวน ๒ รายการ
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา โครงการก่อสร้างรั้วตะแกรงเหล็ก อาคารสนามยิงปืน ระยะ ๒๕ เมตร ภายในสนามกีฬากลางจัวหวัดระยอง
ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
ปฎิทินกิจกรรม
ท่านคิดว่า อบจ.ระยอง ควรเน้นหนักแก้ไขปัญหาในเรื่องใดเป็นอันดับแรก
- ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โหวต
- แก้ไขปัญหายาเสพติด โหวต
- แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โหวต
- แก้ไขปัญหาน้ำท่วม โหวต
- ราคาผลผลิตภาคการเกษตร โหวต
สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์
- กำลังใช้งาน 242 คน
- ผู้เข้าชมวันนี้ 729 คน
- ผู้เข้าชมทั้งหมด 20,586,422 คน
แปลภาษา

5 วิธีในการดูแลสุขภาพในการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์
5 วิธีดูแลสุขภาพ ในการทำงานหน้าจอคอมฯ ที่คุณสามารถทำตามได้ง่ายๆ เพื่อช่วยให้คุณทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น 1. อย่าลืมกระพริบตาเวลานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ อย่าลืมกระพริบตา เพราะการพริบตาจะช่วยให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยงไม่ให้ดวงตาแห้ง หลายปัญหาเกี่ยวกับดวงตาก็เกิดจากการ นั่งหน้าจอคอมฯ นานๆ โดยไม่มีการกระพริบตา ดังนั้นอย่าลืมกระพริบตา หรือเพ่งเล็งหน้าจอคอมฯ นานเกินไป 2. อย่าลืมดื่มน้ำเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าน้ำนั้นมีความสำคัญกับร่างกายของคนเรา ยิ่งมีการทำงานที่ต้องใช้สมองและร่างกายด้วยแล้ว น้ำจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมันจะทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย อย่างเช่น สมอง ดังนั้นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่าลืมดื่มน้ำกันนะจ๊ะ 3. อย่าลืมว่าคุณนั่งทำงานในท่าที่ถูกต้องหลายครั้งหลังจากการทำงานแล้ว หลายคนรู้สึกปวดเมื่อยร่างกายโดยเฉพาะส่วนหลังหรือต้นคอ เหตุผลส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นจากการนั่งทำงานในท่าที่ผิด ตัวอย่างเช่น การนั่งเอนหลังมากเกินไป ซึ่งเป็นการนั่งไม่ถูกต้อง การนั่งในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้ปวดเมื่อยตามร่างกายแล้ว ยังลดประสิทธิภาพในการทำงานของเราด้วย ท่านั่งที่ถูกต้องคือการนั่งตัวตรง หากนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ เพื่อพิมพ์งานต่างๆ ควรให้คีย์บอร์ดและเม้าส์อยู่ในระดับที่พอเหมาะกับแขนและมือที่ยื่นออกไป ไม่สูง ต่ำ หรือ ไกลจากตัวเรามากนัก แค่นี้ก็ช่วยไม่ให้ปวดเมื่อยได้พอสมควร 4. อย่าลืมทำความสะอาดความสะอาดก็มีส่วนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยปละละเลย หากคุณเห็นฝุ่นตามอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือในห้อง ควรทำความสะอาดให้หมดจดเพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงาน เพราะฝุ่นละอองเหล่านั้นอาจนำมาซึ่งเชื้อโรคหรือแบคทีเรียต่างๆ ที่จะส่งผลให้คุณมีโรคภัยไข้เจ็บได้ และที่สำคัญมันยังลดบรรยากาศการทำงานในห้องของคุณด้วย 5. อย่าลืมลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้างไม่ว่าคุณจะมีเหตุผลที่ต้องทำงานหนักและต้องนั่งนานแค่ไหน ก็ไม่ควรที่จะลืมลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้าง เดินผ่อนคลายยืดเส้นยืดสาย หรือสามารถนั่งบนเก้าอี้ไปพร้อมกับยืดเส้นยืดสายไปด้วยก็ได้ เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียน ส่งผลให้คุณมีความสามารถหรือประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น มันช่วยได้จริงๆ นะ แถมยังผ่อนคลายไม่ให้ตึงเครียดมากเกินไปได้อีกด้วย
บัตรประชาชน ( ID Card ) ตลอดชีพ
ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปี ขึ้นไป ก็จะได้รับบัตรประชาชน ( ID Card ) ใบสุดท้ายเมื่อใดก็ตามจะมีการระบุในช่องของวันหมดอายุว่า ใช้ได้ตลอดชีพ ถ้าต่ออายุบัตรประชาชน ( ID Card ) แล้ววันนั้นเป็นวันบัตรหมดอายุเกิน 70 ปี ก็จะได้บัตรตลอดชีพครับ เช่น คุณอายุ 65 แต่ต่อแล้ววันหมดอายุแล้ววันอายุบวก 6 ปี เกินไปที่ 71 ปี กฎหมายบอกให้คนที่อายุเกิน 70 ปี ไม่ต้องมีบัตรประชาชนก็ได้ให้ใช้บัตรใบสุดท้ายแทนได้ การที่ต้องทำบัตรประชาชน ( ID Card ) ใหม่ทุกๆ 8 ปีเพราะว่า เป็นการเก็บข้อมูลใบหน้าของบุคคลนั้นๆ เพราะใบหน้ามีการเปลี่ยนแปลง เช่น ผอมขึ้น อ้วนขึ้น อัพเดรทข้อมูลทุกๆ 8 ปี จน กระทั่ง อายุ ครับ 70 ปี ไม่ต้องทำบัตรใหม่สามารถใช้บัตรเก่าแทนได้ หรือ อาจขอมีบัตรใหม่ก็ได้ ในช่องวันบัตรหมดอายุจะเป็น ตลอดชีพ ตามกฎหมาย(ใหม่)ได้กล่าวผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี ไม่เกิน 70 ปี ต้องขอมีบัตรประชาชน ( ID Card ) ที่สำนักเขตพื้นที่ของท่าน หากเกิน 70 ปีแล้วสามารถใช้บัตรใบสุดท้ายแทนได้ หรือ บัตรตลอดชีพ
เลือกสีผมให้เข้ากับสีผิว
......มีบทความดีๆให้อ่านครับ เกี่ยวกับดอกเบี้ย0%.....
มีบทความดีๆให้อ่านครับ ==ดอก 0% == ผมคิดว่า วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ เป็นวันที่ทำให้คนไทยจำนวนมาก ตกใจกับคำว่าดอกเบี้ย "0%" ผมฟังข่าวนี้ ตอนอยู่ที่สภากาชาดไทยตอนเที่ยง ที่ห้อง เขาเปิดช่อง 3 แช่ไว้ คุณบัญชา ชุมชัยเวทย์ อ่านข่าวนี้แบบสุดยอดอีโมชั่น ... ขอสารภาพว่าชอบมาก . -------------------------- ท่านผู้ชมครับ ! . นี่คือ ครั้งแรก!!! ของประเทศไทย นี่คือ ครั้งแรก!!! ของวงการธนาคารไทย . ไทยเรามีดอกฝาก 0% แล้วครับบบบบบ -------------------------- . ขอบอกว่า มีคนร้อง "เฮ้ยย" ออกมาด้วย พอช่วงบ่ายแก่ๆ ทางแบงค์ค่ายนึงต้องรีบกลับลำอย่างด่วน กลับมาให้มีดอกเบี้ยเงินฝาก 0.125% เหมือนเดิม . . _____________________________ . . ทุกท่านครับ ลองคิดตามดีๆนะครับ ดอกเบี้ย 0.125% กับ 0% สำหรับผมแล้ว มันแปะเอี่ย เซมๆ เพราะ 1. อย่าลืมว่า ดอกเบี้ย 0.125% ยังต้องโดนภาษีบนดอกเบี้ยเงินฝากอีกนะครับ ... ทำให้อัตราที่แท้จริงมันต่ำเตี้ยเรี่ยพื้นเข้าไปอีก 2. ต่อให้ท่านฝากเงินสด 1 ล้านบาท ... ดอกเบี้ย 0.125% ให้ดอกผลแก่ท่าน 1,250 บาทต่อปี ... คิดเป็น 104 บาทต่อเดือน!!! อนิจจา ยังไม่พอซื้อ "ตาบั๊ค แฟรปปูชิโน่" แก้วนึงเลยครับ ดอกนิดเดียวแค่นี้ ไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้ wealth ได้ ...ไม่สามารถพึ่งพาเป็นดอกผลเพื่อการดำรงชีวิตใดๆได้ ... . คำว่านอนกินดอก มันจบจริงๆแล้วครับนาย ณ จุดๆนี้ มีคนจำนวนมากตาสว่างครับ ผู้คนจำนวนมาก ถามว่า...แล้วจะให้กรูทำยังไง? . . เอาละ ผมไม่แตะประเด็นดราม่าธนาคารอะไร แต่อยากวิเคราะห์ว่า ตอนนี้สถานการณ์มันเป็นอย่างไร และ อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ผมมีความเห็นส่วนตัวดังนี้ . ===== ตอนนี้ ===== . 1. ไทยเรา การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ดี ... ส่งออกไม่ดี... นำเข้าก็ไม่ดี (เพราะส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุน)... แบบนี้ เงินจะล้นระบบ 2. ผู้คนไม่กล้าใช้เงิน ไม่กล้าซื้อของก้อนใหญ่ เพราะกลัวเศรษฐกิจไม่ดี การขับเคลื่อน domestic consumption ค่อนข้างยาก...แบบนี้เงินจะล้นระบบ 3. ธนาคาารไม่กล้าปล่อยกู้ เพราะกลัว NPL ลองดู Loan Growth ของแต่ละแบงค์ ...แทบไม่มีมาตั้งแต่ 2014 แล้ว ... แบบนี้เงินจะล้นระบบ ============ อนาคต ขอมโนว่า ============ . 1. สุดท้ายแบงค์ไทยคงจะลดดอกเบี้ยฝากเหลือ 0% จริงๆ ครับ คราวนี้คงไม่มีใครกล้าเปรี้ยวนำ ลดคนเดียว แต่ต้องลดดอกกันเป็นทีมทุกธนาคาร ทุกสี แบบอเวนเจอร์ ...เพื่อลดต้นทุนเงินที่ล้นระบบอยู่ . 2. คนไทยจะถึงจุดที่ถูก(กึ่ง)บังคับ ให้ต้องลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่น ตราสารหนี้เอกชน กองทุนอสังหาฯ กองทุนอินฟราฯ หุ้นพื้นฐานดี ... ซึ่งที่สุดแล้ว เงินจำนวนมากควรจะไหลไปที่ "กองทุน" มากขึ้น และสุดท้าย่จะไหลไปที่หุ้นมากขึ้น (กองทุนนำเงินมาซื้อ) การลงทุนในหุ้น จะเป็นทักษะที่จำเป็นของมนุษย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ไม่ได้มีแต่กลุ่ม "หวังรวย" อย่างเดียว...แต่มีกลุ่ม "หวังรอด" เข้ามาสมทบอีกมาก . 3. คนไทยจะมีมุมมองเป็นบวกกับประกันชีวิตมากขึ้น มองเป็นความจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่การออมระยะยาวพร้อมความคุ้มครอง ยิ่งเข้าสู่สังคมสูงวัย คนไทยจะยิ่งมองการออมผ่านประกันชีวิตแบบบำนาญมากขึ้น ซึ่งไม่แปลกครับ ญี่ปุ่นเขาแก่ก่อนเรา ... คนญี่ปุ่นถึงมีอัตราการถือกรมธรรม์ที่สูงมากกก มากเป็น 3 เท่าของคนไทย . 4 ถ้าเหตุการณ์ดอกเบี้ยต่ำ โดนซ้ำด้วยค่าธรรมเนียมฝาก/ถอนที่สาขาแบบในยุโรปและญี่ปุ่น . . ตู้เซฟจะขายดีครับ ____________________________________ . สุดท้าย ขอฝากหลักสูตรการเงิน ที่เพื่อนต่างชาติเขาเล่าว่า ลูกเขาได้เรียน และผมคิดว่า คนไทยก็ต้องเดินตาม 4 หลักสูตรนี้ คือ . ออมเงิน..ให้ได้ ใช้เงิน..ให้เป็น หาเงิน..ให้เก่ง ต่อเงิน..ให้งอกเงย ทำได้ครบ 4 อย่าง ไม่ใช่แค่รอด...แต่รวยได้เลย ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากสมาชิกหมายเลข 3216927 pantip.com
วิธีเซ็นสำเนาบัตรประชาชนให้ปลอดภัย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com
สาระน่ารู้เรื่องผลไม้
มะเขือเทศ มีวิตามินเอและซี ที่มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างความสดใสให้แก่ผิวพรรณ และยังช่วยให้ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น เสาวรส ผลเสาวรส มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คลายร้อน และป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี ลิ้นจี่ มีวิตามินบี1 และบี2 และวิตามินซี มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงม้าม บำรุงอวัยวะภายใน บำรุงระบบประสาท และยังแก้อาการท้องเดินได้อีกด้วย ฝรั่ง มีวิตามินซี ที่มีสรรพคุณชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทำให้แผลหายเร็ว ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยลดสารพิษในร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณสดใส บ๊วย มีสรรพคุณช่วยคลายร้อน เพิ่มกำลัง บรรเทาอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย และช่วยเสริมระบบการย่อยอาหาร ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย หากดื่มน้ำบ้วยเป็นประจำ ยังจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย เห็ดหลินจือ มีสรรพคุณช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอด เลือดแข็งตัว เส้นเลือดอุดตัน น้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง น้ำผึ้ง เป็นยาอายุวัฒนะและชะลอความแก่ เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สดชื่นอยู่เสมอ ช่วยเสริมสร้างวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไป ช่วยให้ระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น ตะไคร้ มีสรรพคุณ ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกายและยังช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย ขิง มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น รักษาไข้หวัด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ และยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้ออีกด้วย รักษาอาการปวดประจำเดือนในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน ใบเตย มีสรรพคุณช่วยลดอาการกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ รู้สึกสดชื่น และยังเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ ถั่วเหลือง มีสรรพคุณในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ ช่วยลดและป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ช่วยป้องกันและแก้ไขโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่มีโคเลสเตอรอล และมีใยอาหารสูง ลำไย เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยในการบำรุงหัวใจ ระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และใช้บำรุงร่างกายของสตรีภายหลังจากการคลอดบุตร มะเม่า อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้าน อนุมูลอิสระ ป้องกันการแก่ชราของเซลล์ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไต แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย มังคุด สาร Xanthone ในเปลือกมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่าง ๆ นอกจากนี้ในเปลือกมังคุดยังมีสาร แทนนิน ที่มีคุณสมบัติช่วยในการสมานแผล และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกด้วย มะม่วง ช่วยละลายเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยให้เลือดลมและประจำเดือนของสตรีเป็นปกติ หากรับประทานมะม่วงสดเป็นประจำแล้วก็จะช่วยทำให้อาการไอ หอบ มีเสมหะ หรือมีเลือดออกตามไรฟันบรรเทาลงไปได้ มะละกอ มีสรรพคุณในการต่อต้านการเกิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือด ขาวได้เป็นอย่างดี และยังช่วยบำรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น ม้าม และกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร และยังช่วยทำให้ผิวพรรณดี อีกด้วย สตรอเบอร์รี่ มีวิตามิน ซี อยู่เป็นจำนวนมาก มีสรรพคุณที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหวัดและโรคภูมิแพ้ ช่วยทำให้ระบบการดูดซึมอาหารของร่างกายดียิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูก ช่วยให้เจริญอาหาร สับปะรด มีปริมาณของวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยไฟเบอร์ที่มีอยู่มากมาย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร เสริมสร้างการดูดซึมอาหารของร่างกาย การลดความร้อนของร่างกายและยังช่วยแก้กระหาย หากรับประทานสับปะรดเป็นประจำแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไตอักเสบ และโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย กระเจี๊ยบ มีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการร้อนในภายในช่องปาก ลดปริมาณของไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดระดับของความดันโลหิตภายในร่างกายให้กลับเข้าสู่ระดับปกติ และยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน มีสรรพคุณที่สามารถต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ผู้ที่รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งได้ และยังช่วยบำรุงไตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข่วยบำรุงโลหิต บำรุงประสาทตา ทำให้สายตาแจ่มใส ร่างกายก็สุขสบาย ลูกพลับ มีโพแทสเซียมสูง และมีวิตามินซีสูง มีสรรพคุณช่วยให้หายอ่อนเพลีย บรรเทาอาการร้อนใน เจ็บคอ คอแห้ง เป็นแผลในปาก ละลายเสมหะ และบำรุงปอด นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องเดินได้อีกด้วย กล้วยหอม มีวิตามินบีสูง มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ความอ่อนล้า ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใส ในกล้วยหอมจะมีเส้นใยอาหารช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี และยังช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้นได้ แก้วมังกร มีสารอาหารหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี และมีเส้นใย มีสรรพคุณช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำหนัก แก้ท้องผูก ป้องกันมะเร็งสำไส้ใหญ่และช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น
รักษาแผลและแก้รองเท้ากัด
รองเท้ากัดเป็นปัญหาที่พบบ่อยและเป็นความทุกข์ใจเพราะ ส่วนมาก เพราะมักจะเป็นรองเท้าคู่ใหม่ที่เราชอบหรือว่าพึ่งซื้อมานั้นกลับทำให้เท้า เราเจ็บ ในบางครั้งการที่รองเท้ากัดนั้นจะทำให้เกิดเป็นแผลที่มีขนาดใหญ่หากมีเชื้อ โรคเข้าไปก็จะทำให้ติดเชื้อและอักเสบตามมาได้และเมื่อเป็นแผลก็ไม่สามารถใส่ รองเท้าอื่นได้ ปัญหานี้เจอกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะว่าผู้หญิงนั้นมักเปลี่ยนรองเท้า บ่อยและยังเป็นรองเท้าส้นสูงอีกด้วย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วแผลที่เป็นจะหายช้าเราจึงมีวิธีในการรักษาด้วยธรรมชาติ ทำให้แผลที่เป็นนั้นหายเร็วได้ 1.น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวที่ขายตามท้องตลาดช่วยลดอาการรองเท้ากัดได้ด้วย น้ำมันในมะพร้าวจะรักษาผิวของเรา และจะช่วยลดอาการอักเสบของแผลทำให้ลดอาการปวดแสบปวดร้อนของแผลรองเท้ากัด ได้ โดยการนำน้ำมันมะพร้าวผสมกับการบูรใช้ทาที่บริเวณรองเท้ากัดวันละ 2 ครั้ง จะทำให้อาการเจ็บปวดลดลงได้ 2.น้ำผึ้ง น้ำผึ้งมีประสิทธิภาพในการรักษาแผลที่เกิดจากร้องเท้ากัดได้สามารถสมานแผล ที่ซ้ำหรือว่าลอกได้ดี ลดอาการเจ็บและแสบได้ควรใช้น้ำผึ้งที่ได้จากธรรมชาติจะดีที่สุด ใช้น้ำผึ้งผสมกับน้ำมันงาอย่างละส่วนให้เท่ากันใช้ทาบริเวณที่รองเท้ากัดจาก นั้นก็ล้างด้วยน้ำอุ่น ทำวันละสองครั้งจนกว่าจะหาย หรือใช้น้ำผึ้งอย่างเดียวทาวันละ 3 ครั้ง 3.แป้งข้าวจ้าว แป้งข้าวจ้าวสามารถที่จะขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้ง่าย ซึ่งทำความสะอาดและเป็นการผลัดเซลล์ที่แผลได้ดี ผสมน้ำกับแป้งข้าวจ้าวให้พอกบริเวณที่รองเท้ากัดโดยการพอกเป็นเวลา 15 นาทีหรือว่าจนกว่าแผลจะแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นทำซ้ำวันละ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์จนกว่าแผลจะหาย 4.ว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติบรรเทาอาการอักแสบและการปวดแสบปวดร้อนได้เป็นอย่างดี สามารถรักษาแผลที่เกิดจากรองเท้ากัดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังช่วยไม่ให้เกิดอาการติดเชื้ออีกด้วย ใช้เจลว่านหางจระเข้ทางบริเวณที่รองเท้ากัดหรือว่าใช้ว่านหางจระเข้ที่สดๆทา ไว้จนกว่าจะเหนี่ยวแล้วรอให้แห้ง ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำวันละ 3 – 4 ครั้ง 5.น้ำแข็ง น้ำแข็งรักษาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดี นำน้ำแข็งมางานไว้บริเวณที่ถูกรองเท้ากัดโดยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที สามารถที่จะทำได้วันละหลายครั้งตามต้องการ 6.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สามารถที่จะฆ่าเชื้อโรคได้และลดอาการระคายเคืองลด อาการติดเชื้อได้อีกด้วย ใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หยดลงไปที่สำลีในปริมาณที่เล็กน้อย ถูบนบริเวณที่รองเท้ากัดให้ทาบ่อยๆต่อวัน 7.ยาสีฟัน ยาสีฟันสามารถที่จะทำให้แผลที่โดนรองเท้ากัดนั้นแห้งได้ง่าย เพราะยาสีฟันมีส่วนผสมของสารที่ใช้ลดอาการปวดแสบปวดร้อนได้และทำให้แผลแห้ง ใช้เพียงเล็กน้อยทาที่บาดแผลทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง ทำความสะอาดด้วยการเช็ดออกใช้วาสลีนทาอีกครั้ง ทำทุกวันจนกว่าแผลจะหาย 8.มะนาว มะนาวที่มีรสเปรี้ยวตามธรรมชาติมียาฆ่าเชื้อโรคและลดอาการคัน รักษาในเรื่องของแผลเป็นได้ ใช้สำลีโดยการบีบมะนาวลงไปในสำลีก่อนแล้วจึงค่อยนำไปเช็ดที่แผล รอให้แห้งแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นใช้วิธีการนี้วันละ 2 – 3 ครั้ง เคล็ดลับในการป้องกันรองเท้ากัด 1.เลือกรองเท้าคู่ใหม่ให้เลือกรองเท้าที่มีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นวัสดุหรือว่าน้ำหนักให้พอดี สวมใส่สบาย 2.ควรเลือกรองเท้าที่ใส่แล้วพอดีไม่คับหรือว่าหลวมไป 3.ก่อนที่จะแน่ใจการเลือกรองเท้าควรเลือกแล้วทดลองเดินไปรอบๆ เพื่อดูความพอดีในการส่วนใส่ให้เหมาะสม 4.ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวในบริเวณที่เกิดรองเท้ากัด โดยทาที่รองเท้า 3 วันติดต่อกันก่อนที่เราจะน้ำมาใส่ 5.หาแผลที่รองเท้ากัดที่มีขนาดใหญ่หรือว่าหายช้าควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ตำรายาจีนโบราณ
ในตำรายาจีนโบราณได้ใช้รากของหน่อไม้ฝรั่งใช้รักษา เกี่ยวกับข้ออักเสบ แลอาการของคนที่มีบุตรยากโดยทางการแพทย์แล้วในหน่อยไม่ฝรั่ง ไกลโดไซด์เตียรอยด์ที่อยู่ในรากของหน่อไม้ฝรั่งจะช่วยลดอาการอักเสบ นอกจากนั้นในหน่อยไม้ฝรั่งมีสารอาหารที่สำคัญ เช่น กรดโฟลิก วิตามินซี โพแทสเซียม เบต้าแคโรทีน ไกรโฟลิก ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยในการป้องกันมะเร็งในที่ต่างๆ อย่างเช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ และโรคเกี่ยวกับหัวใจได้ด้วย ช่วยรักษาความดันให้ปกติ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต้านไวรัสบางชนิดในการทดลองพบว่าเป้ฯยาขับปัสสาวะและเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่ สำคัญด้วย เราสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด ทั้ง ผัด ต้น แต่การที่จะเก็บและการเลือกหน่อไม้ฝรั่งมีเทคนิคต่างๆคือ การเลือกหน่อยไม้ฝรั่ง ควรเลือกในฤดูกาลของหน่อไม้ฝรั่งเพราะจะได้ราคาถูกและยังสดอีกด้วย ไม่ว่าคุณจะชอบที่อ่อนหรือว่ามีแก่บ้างเล็กน้อยแล้วแต่คนชอบแต่ควรเลือดสดๆ เก็บใหม่ๆ เพราะยิ่งไว้นานจะทำให้สูญเสียรสชาติและสารอาหารได้ ดูจากข้อของก้านจะพบว่าอายุของมันมากน้อยเท่าไหร่ หากแห้งเหี่ยวแสดงว่าเก็บไว้นานแล้ว ก้านที่ควรจะเลือกต้องมีความสม่ำเสมอกัน การเก็บหน่อไม้ฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่งสามารถที่จะเก็บไว้ได้นาน 2 – 3 วันโดยการใส่ถุงและปิดปากถุงให้สนิทไม่ให้อากาศเข้านำไปแช่ที่ตู้เย็นแต่ควร ให้ก้านตรงโดยวางแนวนอนไม่ควรวางตั้งขึ้น หากต้องการเก็บไว้ได้นานกว่าให้ทำการแช่แข็งจะเก็บไว้นานขึ้น 5 – 6 วัน หากต้องการเก็บรักษาไว้นานสามารถใช้วิธีอื่นอย่างเช่นการดอง การต้มหรือว่าการลวก แต่จะทำให้รสชาติเสียไป และหากจาลวกหรือนึ่งเสร็จจะต้องเก็บไว้ในถึงแช่เย็นเช่นกัน การลวก การที่จะลวกให้ได้รสชาติคงเดิมให้มากที่สุดสามารถทำด้วยการต้มน้ำให้เดือด แล้วนำหน่อไม้ฝรั่งลวกลงไป 2 – 5 นาทีแล้วแต่ก้านแก่หรืออ่อนหรือจะให้ซีดพอประมาณ เมื่อได้ที่แล้วให้นำไปแช่ในน้ำเย็น เมื่อเย็นแล้วไปสะเด็ดน้ำให้แห้ง สามารถนำมารับประทานกับน้ำพริกหรือว่าไปแช่เย็นจะได้เก็บไว้ได้นาน การนึ่ง ให้ใช้ซึ้ง หรือว่าอย่างอื่นสำหรับนึ่งให้รอน้ำเดือดพอประมาณแล้วให้นำหน่อไม้ฝั่งใส่ ที่ไอน้ำปิดฝารอประมาณ 3 – 6 นาที หลังจากนั้นก็นำมาแช่น้ำเย็นปล่อยให้เย็นแล้วนำไปสะเด็ดน้ำออก การลวกการนึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานแต่จะสูญเสียคุณภาพได้ หน่อไม้ฝรั่งควรปลอกเปลือกหรือไม่ หลายคนมักจะปลอกเปลือกตามจริงแล้วควรจะคงสภาพไว้ไม่ปลอกจะดีที่สุด แต่ในบางครั้งมันแก่ก็ปลอกได้เพราะว่าจะเคี่ยวได้ง่ายแต่หากต้องการปลอกจริง ควรปลอกเฉพาะโคลนของก้านหรือว่าเลือกก้านอ่อนจะได้ไม้ต้องปลอก ทำไมหน่อไม้ฝรั่งปลายเป็นสีเขียวโคลนเป็นสีขาว ในสายพันธุ์จะเป็นสีขาวทั้งก้านส่วนบ้านเรามักจะเป็นสีเขียวโคลนสีขาว ที่สีเขียวเพราะว่ามีโคลโลฟิลที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารให้ กับต้นมันเองและทำการสะสมไว้ที่โคลนก้าน โคลนก้านเลยเป็นสีขาวเพราะไว้สำหรับสะสมอาหารอย่างเดียวไม่จำเป็นที่จะ สังเคราะห์แสง ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.krabork.com
เล็บบอกโรคอย่างไร
รคเกือบทุกโรคมักเกิดจากความผิดปกติของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งละไปกระทบ อีกส่วนหนึ่งได้ แล้วยังมีอวัยวะบางส่วนที่ส่งผลกระทบถึงกันได้ด้วย แต่ก็มีหลายโรคที่เชื่อมต่อด้วยกันอย่างเช่นเล็บที่สามารถบอกถึงความผิดปกติ ของร่างกายได้บางอย่าง อย่างเช่นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และยังมีโรคอีกมากที่เล็บสามารถบอกความผิดปกติเกราะมีความเชื่อมโยงกัน การขาดสารอาหารบางอย่างมีผลกระทบกับเล็กได้อย่างเช่นแร่ธาตุและวิตามิน ดังนั้นแล้วการที่เล็บของเรามีความผิดปกติก็บ่งบอกจึงอาการของโรคที่จะตามมา ได้เราควรที่จะดูแลเล็บของตัวเองบ่อยๆ ความผิดปกติของต่อมไทยรอยด์ เช่นไฮเปอร์ไทรอยดิลิซึม หรือไฮไทยนอยลิซึม มีการเชื่อมโยงกับเล็บและต่อมไทรอยด์ มักจะเกิดขึ้นกับเล็บมือจะเป็นนิ้วกลางและนิ้วก้อย เล็บจะมีลักษณะโกรงตัวขึ้นออกจากนิ้วมือ ซึ่งส่งผลทำให้สิ่งสกปรกและแบคทีเรียเข้าไปในเล็บได้ง่ายด้วย หัวใจและหลอดเลือด ปัญหาทั้งหลายเกี่ยวกับหัวใจเช่น ความดันผิดปกติ มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยเล็บสามารถบอกถึงความผิดปกติ จะเป็นเส้นเลือดสีแดงอยู่ในเล็บหรือจะเป็นเศษเลือดภายในเล็บ หรือเล็บนุ่มไม่แข็งแรงเหมือนเก่า ความเครียด มีการพบว่าคนจำนวนไม่น้อยเครียดแล้วจะกัดแทะเล็บตัวเอง ซึ่งจะทำให้เล็บฉีกอาจเหมือนจะไม่ร้ายแรงแต่สามารถนำเชื้อโรคเข้าไปในเล็บ ได้ง่ายขึ้น ทำให้เล็บติดเชื้อต่างๆตามาได้หากพบว่าคนใกล้ตัวเรากัดเล็บควรที่จะนำไปพบ แพทย์เพื่อตรวจสอบสภาพจิตใจว่ามีความเครียดสูงหรือให้ผ่อนคลายบ้าง โรคเบาหวาน เล็บจะเห็นสีเหลืองมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับการเป็นเบาหวาน โดยจะเหลืองทั้งเล็บและนิ้วมือ แต่จะเห็นได้ชัดเจนที่เล็บ เนื่องจากระดับน้ำตาลมีส่วนเกี่ยวกับกับโปรตีนในเล็บ หากพบว่ามีเล็บที่เหลืองมากกว่าผิดปกติหรือว่าเป็นบากแผลแล้วหายช้า กระหายน้ำบ่อยควรไปพบแพทย์ โรคข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับข้ออักเสบ มักเกี่ยวข้องกับเล็บด้วยเพราะว่าการขาดแคลเซียมและโปรตีนมีผลต่อทั้งเล็บ และกระดูก ทำให้เล็บหักง่าย ฉีกง่าย เปราะบาง โรคสะเก็ดเงิน เล็บจะเหลืองและมีผิวที่ไม่สม่ำเสมอจะเป็นหลุมลงไป โภชนาการบกพร่อง เล็บสามารถบอกได้ว่าร่างกายของเราขาดสารได้บางตัว หากต้องการเล็บสวยต้องรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 ไขมัน โปรตีน และเหล็ก หากเล็บซีดและสีขาว มักพบกับคนที่ขาดธาตุเหล็กเป็นโลหิตจาง และได้รับโปรตีนที่น้อยนอกจากนั้นยังพบว่าโรคขาดสารอาหารบางอย่างเหล่านี้จะ ทำให้เล็บมีรูปร่างที่ผิดปกติด้วย การติดเชื้อ เล็บเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ปลายนิ้วจะทำให้สัมผัสเชื้อโรคได้ง่าย โดยจะมีลักษณะสีแดงมีอาการคันที่รอบเล็บ เล็บเท้ามีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากส่วนมากจะเป็นเชื้อรา แบคทีเรีย ถึงแม้จะเป็นแค่ที่เล็บแค่ยังบ่งบอกจึงภูมิคุ้มกันอ่อนแอด้วย เชื้อแบคทีเรียทำให้เล็บไม่น่าดูและหลุดออกมาง่ายหากมีรักษาอาจจะเปลี่ยนรูป ไปตลอด เพิ่มเติม ป้องกันเล็บติดเชื้อ สวมถุงมือเมื่อต้องนำมือไปสัมผัสสิ่งของสกปรก อย่างเช่นทำความสะอาด ทำสวน ทำการตัดเล็บให้สั้นพอไม่มากไม่น้อยอย่างสม่ำเสมอ อย่างทำการฉีกเล็บหากพบว่าเล็บฉีกให้ตัดออก เมื่อเล็บแห้งใช้ครีมหรือน้ำมันทาเล็บเพื่อให้เล็บชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีที่รุนแรง ให้ล้างมือด้วยสบู่ที่อ่อนไม่ควรใช้สบู่ที่รุนแรง
ประโยชน์ของผักแต่ละสี
ผัก 5 สีมีดีอะไร ผักเป็นอาหารมากคุณค่า อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนานาชนิดอย่างไร ผักเป็นอาหารมากคุณค่า อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนานาชนิด ช่วยปกป้องเราจากโรคร้ายต่างๆ ผักที่เรากินทุกวันนี้แบ่งได้ 5 กลุ่มใหญ่ๆ ตามเม็ดสี ซึ่งให้คุณประโยชน์แตกต่างกันไป เราจึงควรกินผักให้ได้หลากหลายสีในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าสารอาหารเต็มที่ ผักสีแดง เช่น พริกแดง มะเขือเทศ เกิดจากเม็ดสีในกลุ่ม ไลโคฟีน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างการ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ผักสีส้ม + สีเหลือง มาจากเม็ดสีกลุ่ม แคโรทีนอยด์ วิตามินเอ วิตามินซี ช่วยบำรุงสายตาทำให้มองเห็นได้มีในตอนกลางคืน ป้องกันโรคต้อกระจก บำรุงหัวใจและหลอดเลือด ผักสีส้มและสีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท ผักสีเขียว เช่น ผักใบเขียวต่างๆ มาจากกลุ่มเม็ดสีที่ชื่อว่า คลอโรฟิลล์ และสารประเภทอื่นๆ ซึ่งช่วยปกป้องดีเอ็มเอไม่ให้ถูกทำลายจนกลายเป็นเนื้อร้าย รักษาหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของร่างกายและช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อ ผลเสียต่อสุขภาพบำรุงสมองและความจำ และบำรุงสุขภาพผู้สูงอายุ ผักสีขาว สีน้ำตาลอ่อน มาจากเม็ดสีกลุ่ม แอนโทแซนทิน ผักในกลุ่มนี้เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ เห็น เซเลอรี มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล ต่อต้านการเกิดเนื้องอก ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ ต้านการติดเชื้อ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและเสริมภูมิคุ้มกัน ที่มา : www.108health.com
วิธีป้องกันอาการปวดหัว
อาการปวดหัว เป็นความเจ็บไข้ไม่สบายที่พบได้บ่อย แม้จะเรียกว่าปวดหัวเหมือนกัน แต่บริเวณที่ปวดแตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 แบบ คือ 1.ปวดไซนัสหรือโพรงรอบจมูก จะปวดที่เหนือตา ปวดดั้งจมูก ปวดใต้ตา 2.ปวดที่ลูกตาหรือรอบๆลูกตา เจ็บรุนแรงคล้ายมีอะไรมาแทงตา 3.ปวดตื่อๆมึนๆที่หน้าผาก หรือปวดที่ท้ายทอยร้าวไปที่คอหรือไหล่ 4.ปวดไมเกรน คือปวดตุ้บๆตรงกับจังหวะชีพจรหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ ส่วนใหญ่ปวดข้างเดียวและอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือตาพร่ามัวร่วมด้วย วิธีป้องกันอาการปวดหัวคือ 1.ลดน้ำตาล ลดแป้งขาวที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว ลดเร็ว 2.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เย็นจัด ร้อนจัด3.ดื่มน้ำให้เพียงพแ ภาวะขาดน้ำจะทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และปวดหัวได้ 4.ไม่นั่งนาน หรืออยู่นิ่งๆนานๆเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบางมัดเกร็งค้างนาน เลือดไหลเวียนได้น้อยลง อาจส่งสัญญานเป็นอาการปวดหัวได้ 5.ไม่นอนดึก การนอนไม่พอกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ 6.ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ สร้างความผ่อนคลายให้ร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.ความรู้รอบตัว.com
วิธีการดูแลสุขภาพ...เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
คำแนะนำเหล่านี้เป็นคำแนะนำจากนายแพทย์ สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย ที่ได้แนะนำประชาชนถึงการดูแลสุขภาพตนเองในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงว่า 1. นอนหลับให้เพียงพอ มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการนอนหลับไม่เพียงพอทำให้จำนวนเซลล์ในร่างกายที่ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ลดลง จึงควรนอนหลับสนิททุก ๆ วัน 2. ออกกำลังกาย ชอบออกกำลังกายแบบไหนเลือกได้ตามความชอบและความถนัด แล้วทำอย่างต่อเนื่องวันละครึ่งชั่วโมงช่วยเพิ่มเซลล์ที่ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย การออกกำลังกายนี้อาจเป็นการออกกำลังกายง่ายๆ เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะ การขี่จักรยาน การเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง 3. ล้างมือด้วยสบู่ โดยใส่ใจการล้างมือเป็นพิเศษก่อนรับประทานอาหารหลังกลับนอกบ้าน หลังจากใช้ห้องน้ำสาธารณะ สัมผัสกับสัตว์และหลังการไอจาม 4. ซักผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดมือต้องสะอาดเสมอแนะนำให้ซักในน้ำร้อนทุก 3-4 วัน โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นหวัดกันมาก 5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยป้องกันอาการป่วยได้ เนื่องจากน้ำทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในระบบทางเดินหายใจชุ่มชื้นซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคฝังตัวและทำให้ระบบภูมิชีวิตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 6. เปิดหน้าต่าง เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทซึ่งทำให้ร่างกายได้รับสารจากธรรมชาติในอากาศไปพร้อม ๆ กับไล่เชื้อโรคที่มีอยู่ด้วย ทำให้ระบบภูมิชีวิตแข็งแรงขึ้น 7. ผ่อนคลาย การทำสมาธิ หลับตา หายใจลึก ๆ คิดถึงความสุข ช่วยลดความเครียดทำให้ร่างกายไม่ป่วยง่าย 8. วิตามินซีจากธรรมชาติ แครอท กีวี ลูกเกด ถั่วเขียว ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ บร็อคโคลี่ ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลีมีสารพฤกษเคมีอย่างวิตามินซีและแคโรทีนอยด์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้ ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.sanook.com